ThaiCPF ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ธันวาคม 12, 2017, 08:04:45 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: - Thai CPF - เว็บของคนรัก ไฟฉาย เป็นกลาง และ เปิดกว้าง  สำหรับทุกคน
-  เพื่อป้องกัน Spam ต้องรบกวนสมัครสมาชิกก่อนตอบกระทู้ครับ
www.fenixlight.com http://www.thaipowerlight.com/Olight-iTP-Flashlight
ThaiCPF.com Thaipowerlight.com

+  ThaiCPF - คนรักไฟฉาย บ้าไฟฉาย คุยเรื่องไฟฉาย ไฟฉายแรงสูง ไฟฉาย LED โมดิฟายไฟฉาย ซื้อ ขาย ไฟฉาย
|-+  เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับไฟฉาย
| |-+  รีวิวไฟฉาย อุปกรณ์
| | |-+  Olight S10R-III กับการเปลี่ยนแปลงจากค่าย CREE มาเป็น LUMINUS
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: Olight S10R-III กับการเปลี่ยนแปลงจากค่าย CREE มาเป็น LUMINUS  (อ่าน 1238 ครั้ง)
Tula99
Verified Member
Jr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 35



« เมื่อ: ธันวาคม 14, 2016, 02:31:56 PM »





           ตั้งแต่เริ่มทำรีวิวให้เพื่อน ๆ ได้เห็นคุณสมบัติของไฟฉายในแต่ละรุ่นว่ามีดีไรกันบ้างก็หลายตัวพอควร ผมได้จับแต่หลอดค่าย CREE
พึ่งจะมีตัวนี้แหละใช้ LED ค่าย LUMINUS SST-40 ซึ่งเมื่อก่อนผมคุ้นเคยกับค่าย LUMILEDS แต่ไม่รูว่าเป็นพี่น้องกันหรือไม่นะครับ ใครรู้ช่วยบอกทีนะครับ

   และที่ผมพูดถึงนั้นก็คือ S10R BATON III ของค่าย Olight นั้นเอง เช่นเคยครับ ส่งมาจากร้าน PPP Shop และนำเข้าโดย ThaiPowerLight

1.สเป็คจากโรงงาน
2.รูปลักษณ์ภายนอกภายใน
3.พลังงานที่ใช้
4.เรื่องของแสง
5.ฟังชั่นและสวิทช์ในการใช้งาน
6.ประสิทธิภาพและ Runtime ภาคสนาม

ปล. ท่านใดเปิดภาพไม่ได้ให้ใช้ บาวเซอร์ Chrome หรือ Chromium นะครับ ขออภัยในความไม่สะดวกครับ












1.มาว่ากันด้วยเรื่องสเป็คจากโรงงาน

-หลอด Luminus SST-40 LED ให้แสงสูงสุดที่ 600 Lumens

-แบตเตอร์รี่ให้มาเป็น Olight 650mAh RCR123A  โดยเป็นของทาง Olight เอง เพื่อตอบสนองกับตัวชาร์ตที่ให้มาครับ

-แท่นชาร์ตแบบตั้งโต๊ะ USB 4.2V 1000mAh (ไม่สามารถชาร์ตกับแบตเตอร์รี่อื่นนอกจากที่ Olight ทำมาโดยเฉพาะ)

-ด้านท้ายของตัว S10R III เป็นแม่เหล็ก เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ยึดติดกับเหล็ก โดยไม่ต้องใช้มือถือ

-มีโหมดล๊อกเอาท์ (Lockout) เพื่อป้องกันการเปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ และไฟแสดงสถานะพลังงานต่ำ

-มีวงจรป้องกันกระแสไฟฟ้าย้อนกลับ

-สามารถตั้งเวลาปิดได้สองระดับคือ 3 นาที และ 9 นาที

-ไฟแจ้งเตือนพลังงานเหลือน้อยที่ 3.1V

-น้ำหนัก: 58g  รวมแบตเตอรี่

-รีเฟล็กซ์เคลือบผิวสะท้อนแสงแบบเรียบอย่างดี และกระจกที่สามารถให้แสงส่องผ่านถึง 99%

-กันกระแทกได้ในระดับความสูงที่ 1.5 เมตร

-กันน้ำระดับ IPX8

-ยาว 68.5 มม. หน้าตัด 23 มม.

-ในโหมด High ที่ 600 Lumens ได้นาน 60 นาที

-ในโหมด Medium ที่ 120 Lumens ได้นาน 2.5 ชั่วโมง

-ในโหมด Low ที่ 12 Lumens ได้นาน 33 ชั่วโมง

-ในโหมด Moon (แสงจันทร์) ที่ 0.5 Lumens ได้นาน 15 วัน

-มีโหมด Strobe

-อุปกรณ์ในกล่อง: ตัวไฟฉาย, สแตนเลสคลิป, แบตเตอรี่ 650mAh RCR123A , แท่นชาร์ต USB, สาย USB 50cm, เชือกคล้องมือ  และ คู่มือ






2.มาว่ากันด้วยเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกภายใน

         เช่นเดียวกันกับรุ่นก่อน ๆ ที่ผ่านมือผมอย่าง S1R วัสดุและการเคลือบผิวดีมากครับ การออกแบบให้สามารถชาร์ต USB
แต่ขนาดยังเหมือนเดิมซึ่งเล็กมาก กระจกหน้ามีขอบกันกระแทกที่สูงดีเลยครับ เคลือก HA สีสันสวยงาม สำหรับตัวเล็ก ๆ แบบนี้คลิปเหน็บมีความสำคัญซึ่งที่ให้มาก็ใช้งานได้ดีมากครับ











เมื่ออยู่ในมือ






เมื่อเทียบกับรุ่นที่ผมมี






           ปุ่มกดใช้งานอยู่ในตำแหน่งที่เราใช้ง่ายด้วยมือเดียว มีปุ่มเดียว และมี LED สีแดงซ่อนอยู่เพื่อบอกเวลาพลังงานต่ำ และสถานะโหมด Lock Out
วงแหวนรอบปุ่มกดเคลือบสีที่ดูแล้วสะดุดตาพอควรให้เราหาง่ายขึ้น ด้านหน้าเคลือบสีเดียวกันกับวงแหวนรอบปุ่มกดสวยงาม








           ฝาครอบท้ายเท่านั้นที่เราสามารถถอดได้ ไม่นับรวมคลิปเหน็บนะครับ และยังทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กแรงสูง เพียงพอต่อการใช้ติดกับเหล็กเพื่อการใช้งานแบบไม่ต้องจับ
พร้อมจุดเชื่อมต่อสำหรับแท่นชาร์ตที่ให้มาพร้อมกัน เน้นนะครับ เจ้าแบตเตอรี่ต้องรองรับด้วยนะครับ มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถชาร์ตด้วยแท่นชาร์ตที่ให้มาได้นะครับ
อ้อ เรายังสามารถวัดแรงดันไฟได้จากภายนอกเลยนะครับ ก็ขั้วสองขั้วที่เห็นด้านท้ายนี่แหละครับ  ที่ชาร์ตใช้ร่วมกันได้นะครับ ดูแล้ว Olight คงทำให้เป็นมาตรฐานของเขาเลยละครับ
และเจ้า S10R III มาพร้องแท่นชาร์ตแบบตั้งโต๊ะ (Micro-Dok III) บอกนิด เจ้า S10R III สามารถใช้สายชาร์ตแม่เหล็ก USB ของเจ้า S1R หรือ S2R ได้นะครับ







          เหมือนกับรุ่นที่ออกมาก่อนหน้านี้ ในตัวที่สามารถชาร์ตด้วยสายชาร์ตแม่เหล็ก หรือแท่นชาร์ต USB ของ Olight ได้แหละครับ
การใส่แบตเตอรี่ ขั้วลบต้องไปอยู่ด้ายหัว และขั้วบวกกลับมาอยู่ด้วยท้ายนะครับ เนื่องด้วยเรื่องของการออกแบบให้เจ้าแบตเตอรี่นั้นมีจุดสัมผัสทั้งขั้นบวกและลบ
เพื่อที่จะต่อกับฝาท้าย และรับกระแสจากแท่นชาร์ตได้ครับ เช่นเดียวกันกับ S1R, S2R, S10R

   มาดูเคล็ดลับที่ Olight ทำแบตเตอรี่ RCR123A ของเขามาให้ชาร์ตกับเจ้า S10R III ได้อย่างไร

จากรูปล่าง จะเห็นวงแหวนรอบขั้วบวกของแบตเตอรี่ เป็นวัสดุนำไฟฟ้า ซึ่งต่างกับ CR123A ทั่วไป นั้นคือไฟลบนั้นเองครับ 
และสังเกตที่ฝาปิดท้ายก็จะเป็นจุดเชื่อต่อกับเจ้าแบตเตอรี่เป็นสองส่วนเช่นกัน จึงทำให้ฝาท้ายเชื่อมต่อได้ทั้งขั้วบวกและลบ
เป็นการไม่เปลืองพื้นที่หรือขนาดของเจ้า S10R III ในการออกแบบนั้นเองครับ

ย้ำอีกครั้งครับที่ชาร์ตสามารถใช้ร่วมกันได้นะครับกับของ S10R III และคงเป็นมาตรฐานของทาง Olight ไปแล้วครับ






          ขอแถมเรื่องเจ้า Micro-Dok III USB Charge ที่แถมให้มากับเจ้า S10R III สามารถชาร์ตกระแสได้ถึง 1000mAh
และมี USB Extended สามรถต่อพ่วง USB เพิ่มได้ว่างั้นเถอะ เจ้า Micro-Dok III ยังสามารถนำไปชาร์ตกับเจ้า S1R, S2R,S10R ได้ด้วยนะครับ







ฐานมียางสุญญากาศเพื่อให้ดูดติดกับพื้นที่เรียบ ๆ จะได้หยิบเจ้าไฟฉายออกมาโดยง่ายนั่นเองครับ







มีไฟบอกสถานะ การชาร์ต  สีแดงคือกำลังชาร์ต สีเขียว แบตเตอรี่เต็ม





3.มาว่ากันด้วยเรื่องพลังงานที่ใช้

   สเป็คที่บอกมารับแบตเตอรี่ CR123A หรือ RCR123A  แต่ถ้าไม่ใช่ แบตเตอรี่ RCR123A ที่ทาง Olight ออกแบบมา
สามารถใช้งานได้แต่ชาร์ตด้วยแท่นชาร์ต USB Micro-Dok III ไม่ได้นะครับ

   USB ชาร์ตที่ให้มาก็ชาร์ตได้เร็วมากครับ ผมใช้ไปนานพอควรเอามาเสียบชาร์ตก็สามารถชาร์ตได้เร็วดีนะครับ
เอาเครื่องวัดวัดได้มากถึง 0.89A เลยทีเดียว





4.มาว่ากันเรื่องแสง

         เจ้า S10R III ใช้รีเฟล็กซ์เป็นตัวสะท้อนแสงแบบเรียบ ไม่ใช่เลนส์ แต่ที่เปลี่ยนชัดเจนคือ LED เจ้า S10R III เลือกใช้ค่าย LUMINUS SST-40
แสงออกโทน Neutral White และให้แสงที่มากกว่าประหยัดพลังงานมากกว่ารุ่นก่อน S10R II





           กลับมาเรื่องแสง สำหรับเจ้า S10R III แสงที่ได้มา ก็จะเป็นลำมากกว่าพวกที่ใช้เลนส์เป็นตัวรวมแสง 
Spill ไม่กว้างแบบเลนส์เช่นกัน ภาพด้านล่างเป็นการถ่ายจากระยะ 1 เมตรครับ






5.ว่ากันเรื่องฟังชั่นและสวิทช์ในการใช้งาน

         เจ้า S10R III  มีเพียงปุ่มเดียวสำหรับการใช้งาน เหมือนพี่ ๆ แหละครับ ซึ่งการใช้งานก็ตาม Chart ภาพด้านล่างครับ
อาจแตกต่างจากรุ่นพี่ที่ผมไม่ได้เคยจับนะครับ

         ภาพแรกเป็นการเริ่มต้นจากสถานะไฟปิดอยู่นะครับ





          ภาพสองเป็นการใช้งานจากสถานะเปิดอยู่ครับ





5.1 สรุปโหมดการใช้งานในระดับแสงมี 4 โหมดคือ 1.โหมด Moon แสงจันทร์ 2.โหมด Low 3.โหมด Medium 4. โหมด High 
และก็มีโหมด Strobe ไฟแฟลช ด้วยนะครับ

5.2 จากตารางที่เขียนไว้ว่า ความจำ นั้นหมายถึง S30R III สามารถจดจำตำแหน่งโหมดการใช้งานนั้น ๆ ได้ แม้กระทั้งถอดแบตเตอรี่ออก

5.3 มีโหมดล๊อกเอาท์ ไว้สำหรับไม่ให้เกิดการเปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ

5.4 อันนี้ชอบเลย มีระบบตั้งเวลาปิดเอง ตั้งได้สองแบบคือ 3 นาทีปิด กับ 9 นาทีปิด ใช้ประโยชน์ได้เยอะ

5.5 มีไฟ LED สีแดงที่ปุ่มกดแจ้งเมื่อแบตเตอรี่ต่ำ (3.1V) เมื่อระบบตรวจพบว่าพลังงานไม่พอ ระบบจะลดโหมดลงไปในระดับที่แบตเตอรี่สามารถทำงานได้
และไฟ LED สีแดงจะโชว์  อีกกรณีก็คือเมื่อเรากดสวิทช์ใน Lock Out ครับ





6.ว่ากันด้วยเรื่องประสิทธิภาพและ Runtime ภาคสนาม

        ในเรื่องวงจรควบคุมทั้งการจัดการกับแรงดันไฟ และ อุณหภูมิ เจ้า S10R III ทำได้ดีเยี่ยมมาก ๆ ครับ ทำให้ Runtime ในแต่ละโหมด
สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่องระยะยาวเกิน 1ชั่วโมงในทุก ๆ โหมด และสูงสุดได้ถึง 15วันในโมหด Moon

   ภาพล่าง ผมใช้แบตเตอรี่ที่ให้มา ทดสอบในโหมด High เปิดจนดับครับ






          ภาพล่างนี่ส่องในบ้านดูการกระจายแสงครับ





          มาดูในแต่ละโหมดที่มาใน S10R III แสงต่างกันมากน้อยแค่ไหน เรียงลำดับเลยนะครับ Low-Medium-High









           สำหรับโหมดแสงจันทร์ ออกแบบแยกออกมาต่างหากไม่ให้ไปอยู่ในโคจรของโหมดรวมหลักอาจเพราะเลือกแล้วว่าจะใช้เป็นกรณีไปเจาะจงใช้เช่น
อ่านหนังสือในเต็นท์ เปิดไว้บอกตำแหน่ง หรืองานที่ต้องใช้เวลาที่นานๆ S10R III จึงไม่เอาไปไว้ในกลุ่มโหมดรวมหลัก ทำให้การเลือกใช้ในโหมดรวมหลักน้อยลงไม่มากเกินไปนั่นเองครับ

ความถนัดในการถือใช้ รูปร่างผิวพรรณผมสวยเล็กมากเหมาะกับการพกพาครับ ไม่มีอะไรทำให้การใช้งานสะดุด มีแม่เหล็กด้านท้ายไว้แทนขาตั้งหรือมือจับ

ความร้อน เจ้า S10R III มีระบบควบคุมความร้อน ซึ่งทำงานได้ดีครับ ใช้งานต่อเนื่องถือได้สบายครับ





การบริโภคแบต ทดสอบโดยเครื่องวัด Amp Meter  จ่ายไฟด้วย Power Supply ที่ 4.2V วงจรตัดการทำงานที่ 1.5V

โหมด Moon แสงจันทร์ 0.5 Lumens       กินไฟที่ 1.86 mA
โหมด Low 12 Lumens                      กินไฟที่ 19.8 mA
โหมด Medium 120 Lumens               กินไฟที่ 255 mA
โหมด High 500 Lumens                    กินไฟที่ 1.45 A

ผมขอสรุปด้วยตัวผมว่า

-คุณสมบัติ ความสามารถ ความฉลาด เอนกประสงค์ ดีมากครับ

-วัสดุ การออกแบบ ดีมากครับ

-ขนาด น้ำหนัก ความคล่องตัว เมื่อเทียบกับความแรง ดีมากครับ

-ตำแหน่งสวิทช์ และการใช้งาน ใช้งานง่ายครับ ด้วยที่มีปุ่มเดียวจึงไม่ต้องจดจำอะไรมากมายครับ

-ชอบสุดหลายที่เลย  มีตั้งเวลาปิด, โหมดแสงจันทร์, Runtime ที่เยี่ยมเมื่อเทียบกับขนาด และโดยเฉพาะแท่นชาร์ต

-ไม่ชอบสุดตรง เลือกแบตเตอรี่เพื่อจะได้ชาร์ตด้วยอุปกรณ์ที่ให้มาได้

สุดท้ายขอขอบคุณ TPL และร้าน PPP Shop ที่ส่งเจ้า S10R III มาให้ทดสอบครับ









บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!