ThaiCPF ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
ธันวาคม 12, 2017, 08:09:57 AM
หน้าแรก ช่วยเหลือ ค้นหา เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
ข่าว: - Thai CPF - เว็บของคนรัก ไฟฉาย เป็นกลาง และ เปิดกว้าง  สำหรับทุกคน
-  เพื่อป้องกัน Spam ต้องรบกวนสมัครสมาชิกก่อนตอบกระทู้ครับ
www.fenixlight.com http://www.thaipowerlight.com/Olight-iTP-Flashlight
ThaiCPF.com Thaipowerlight.com

+  ThaiCPF - คนรักไฟฉาย บ้าไฟฉาย คุยเรื่องไฟฉาย ไฟฉายแรงสูง ไฟฉาย LED โมดิฟายไฟฉาย ซื้อ ขาย ไฟฉาย
|-+  เรื่องทั่วไปเกี่ยวกับไฟฉาย
| |-+  รีวิวไฟฉาย อุปกรณ์
| | |-+  Olight S2R Baton
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้ « หน้าที่แล้ว ต่อไป »
หน้า: [1] ลงล่าง พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: Olight S2R Baton  (อ่าน 1201 ครั้ง)
Tula99
Verified Member
Jr. Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 35



« เมื่อ: ตุลาคม 14, 2016, 10:00:15 AM »

หลังจากได้ทดสอบเจ้า  Olight รุ่น S1R ราว15วันก็ได้รับรุ่นพี่ Olight S2R จากร้าน PPP Shop และนำเข้าโดย Thai Power Light (TPL) เช่นเคย

   จะแตกต่างจากน้องชายมากน้อยแค่ไหน มาดูกันเลยครับ ด้วยเรื่องดังต่อไปนี้ครับ

1.สเป็คจากโรงงาน
2.รูปลักษณ์ภายนอกภายใน
3.พลังงานที่ใช้
4.เรื่องของแสง
5.ฟังชั่นและสวิทช์ในการใช้งาน
6.ประสิทธิภาพและ Runtime ภาคสนาม

วิดีโอรีวิวคลิ๊กเลยที่นี่ครับ https://youtu.be/yrcy0xuUxnM

*** ท่านใดเปิดภาพไม่ได้ให้ใช้ บาวเซอร์ Chrome หรือ Chromium นะครับ ขออภัยในความไม่สะดวกครับ







1.มาว่ากันด้วยเรื่องสเป็คจากโรงงาน

-หลอด CREE XM-L2   ที่มีอายุการใช้งานได้ถึง 50,000 ชั่วโมง เลนส์แบบ TIR Optic Lens – Real Spot

-แบตเตอร์รี่ให้มาเป็น 3200mAh 18650  โดยเป็นของทาง Olight เอง เพื่อตอบสนองกับตัวชาร์ตที่ให้มาครับ

-แท่นชาร์ตแบบแม่เหล็กเพื่อความสะดวกต่อการเชื่อมต่อ (ไม่สามารถชาร์ตกับแบตเตอร์รี่อื่นที่สามารถใช้งานกับ S2R ได้)

-สายชาร์ตแท่นชาร์ตเป็นชนิด USB ที่สามารถรับกระแสได้ถึง 750mA

-ด้านท้ายของตัว S1R เป็นแม่เหล็ก เพิ่มความสะดวกในการใช้งาน ยึดติดกับเหล็ก โดยไม่ต้องใช้มือถือ

-มีโหมดล๊อกเอาท์ (Lockout) เพื่อป้องกันการเปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ และไฟแสดงสถานะพลังงานต่ำ

-มีวงจรป้องกันกระแสไฟฟ้าย้อนกลับ

-สามารถตั้งเวลาปิดได้สองระดับคือ 3 นาที และ 9 นาที

-ไฟแจ้งเตือนพลังงานเหลือน้อย

-ขณะไม่ได้ใช้งาน Standby กินกระแสไม่เกิน 10uA

-น้ำหนัก: 50g (ไม่รวมแบตเตอรี่) รวมแบตเตอรี่ราว 100g

-อลูมิเนียม 6061-T6

-Type III- Hard anodized

-กันกระแทกได้ในระดับความสูงที่ 1.5เมตร

-กันน้ำระดับ IPX8 กันน้ำลึกที่ 2 เมตร

-ในโหมด Turbo แสงสูงสุดที่ 1020 Lumens ได้นาน 2 นาที และจะถูกตัดมาที่โหมด High ที่ 500 Lumens

-ในโหมด Moon (แสงจันทร์) ที่ 0.5 Lumens ได้นาน 60 วัน

-อุปกรณ์ในกล่อง: ตัวไฟฉาย, แบตเตอรี่ 3200mAh 18650  , สายและขั้วแม่เหล็กสำหรับ USB ชาร์ต, ซองผ้า, เชือกคล้องมือ  
และ คู่มือ หลากหลายภาษา แต่ไม่มีภาษา ”ไทย” นะครับ ไม่เหมือนน้องชาย





2.มาว่ากันด้วยเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกภายใน

         เจ้า S2R ความยาว 10.6cm ยาวขึ้นมาจากเจ้าน้อง S1R นิดเดียวราว 4cm ความอ้วนก็ 2.3cm มากกว่าน้องไม่ถึง 2mm
ปุ่มสวิทช์เปิดปิดง่าย วัสดุดูดีมาก มีคลิปเหน็บที่ดี เหน็บแล้วเสมอตัวบอดีพอดี แน่นหนา แข็งแรงเลยทีเดียวครับ และถือว่าออกแบบมาได้สวยมากครับ
เหมือนกันเจ้า น้องชาย S1R แหละครับ เพียงแค่ยาวกว่านิด อ้วนกว่าหน่อย








     ปุ่มกดใช้งานอยู่ในตำแหน่งที่เราใช้ง่ายด้วยมือเดียว มีปุ่มเดียว และมี LED สีแดงซ่อนอยู่เพื่อบอกเวลาพลังงานต่ำ และโหมด Lockout
วงแหวนรอบปุ่มกดเคลือบสีที่ดูแล้วสะดุดตาพอควรให้เราหาง่ายขึ้น ด้านหน้าเคลือบสีเดียวกันกับวงแหวนรอบปุ่มกดสวยงาม
และมีความลึกพอที่จะป้องกันการกระแทกกับเจ้าตัวเลนส์ครับ





     มีเพียงฝาครอบท้ายเท่านั้นที่เราสามารถถอดได้ ไม่นับรวมคลิปเหน็บนะครับ ถ้ามีส่วนอื่นถอดได้ด้วย บางทีส่วนที่เราต้องการถอดกับไม่ใช่ซะงัน
และยังทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กแรงสูง เพียงพอต่อการใช้ติดกับเหล็กเพื่อการใช้งานแบบไม่ต้องจับ พร้อมจุดเชื่อมต่อสำหรับแท่นชาร์ตที่ให้มาพร้อมกัน
เน้นนะครับ เจ้าแบตเตอรี่ต้องรองรับด้วยนะครับ มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถชาร์ตด้วยแท่นชาร์ตที่ให้มาได้นะครับ อ้อ เรายังสามารถวัดแรงดันไฟได้จากภายนอกเลยนะครับ
ก็ขั้วสองขั้วที่เห็นด้านท้ายนี่แหละครับ อ้อ ที่ชาร์ตใช้ร่วมกันได้นะครับ ดูแล้ว Olight คงทำให้เป็นมาตฐานของเขาเลยละครับ








       มาดูภายในกันบ้างเมื่อเราได้ครอบครองเจ้า S2R มาแล้วเมื่อเปิดฝาท้ายก็จะเจอเจ้าพลาสติกใสเพื่อป้องกันการกินกระแสไฟจากการ Standby
ตอนขนส่งหรือสต๊อก เราก็ดึงมันออกซะครับ
        ที่แปลกตาไปจากชาวบ้าน ก็คงจะเป็นการใส่แบตเตอรี่นั้นแหละครับ ขั้วลบต้องไปอยู่ด้ายหัว และขั้วบวกกลับมาอยู่ด้วยท้ายนะครับ
อันนี้คงเป็นด้วยเรื่องของการออกแบบเพื่อให้เจ้าแบตเตอรี่นั้นมีจุดสัมผัสทั้งขั้นบวกและลบ เพื่อที่จะต่อกับฝาท้าย
และรับกระแสจากแท่นชาร์ตแม่เหล็กได้ครับ เช่นเดียวกันกับ S1R





     ไม่ต้องห่วงเรื่องใส่แบตเตอรี่กลับขั้วนะครับ ไม่เป็นปัญหาครับ เขาออกแบบมาไม่ให้เกิดการลัดวงจรหรือกระแสไฟย้อนกลับครับ
ส่วนหน้าสัมผัสจุดเชื่อมต่อไฟฟ้านั้นดูดีมากครับ





       มาดูเคล็ดลับที่ Olight ทำแบตเตอรี่ 18650 ของเขามาให้ชาร์ตกับเจ้า S2R ได้อย่างไร
จากรูปล่าง จะเห็นวงแหวนรอบขั้วบวกของแบตเตอรี่ เป็นวัสดุนำไฟฟ้า ซึ่งต่างกับ 18650 ทั่วไป นั้นคือไฟลบนั้นเองครับ  
และสังเกตที่ฝาปิดท้ายก็จะเป็นจุดเชื่อต่อกับเจ้าแบตเตอรี่เป็นสองส่วนเช่นกัน จึงทำให้ฝาท้ายเชื่อมต่อได้ทั้งขั้วบวกและลบ
เป็นการไม่เปลืองพื้นที่หรือขนาดของเจ้า S2R ในการออกแบบนั้นเองครับ ย้ำอีกครั้งครับที่ชาร์ตสามารถใช้ร่วมกันได้นะครับกับของ S1R





3.มาว่ากันด้วยเรื่องพลังงานที่ใช้

      สเป็คที่บอกมารับแบตเตอรี่ 18650 ผมมีทดลองอยู่สองตัวดังรูปครับ มีของ Olight เอง





USB ชาร์ตที่ให้มาก็ชาร์ตได้เร็วมากครับ ผมใช้ไปพอควรเอามาเสียบชาร์ตก็ไม่นานมากครับ เอาเครื่องวัดวัดได้มากถึง 0.81A เลยทีเดียว




4.มาว่ากันเรื่องแสง

     โดยทั่วไปผมชอบไฟฉายที่ใช้หลอด LED และใช้เลนส์เป็นตัวรวมแสง แทนที่จะใช้ รีเฟล็กซ์ (Reflex) เพราะหลอดพวก LED
แสงมันออกมาด้านหน้าด้านเดียว ถึงจะมีวัสดุที่เป็นเลนส์ครอบเจ้าหลอดอยู่แล้วจากการผลิตก็ตาม รีเฟล็กซ์ดีดีก็มีครับ
แต่ต้องใช้พื้นที่ในการออกแบบ และอีกอย่างที่เลนส์ได้เปรียบคือ ไม่มีพื้นที่อากาศให้มีช่องว่าสำหรับน้ำหรือสิ่งที่ไม่อันควรเข้าไปได้ครับ
สำหรับความต่างระหว่าง S2R กับ S1R แสงสีไม่ต่าง ขนาดของ Hotspot และ Spill ไม่ต่าง ต่างกันตรงกำลัง และ Runtime ที่ได้จาก
18650 ที่มีความจุมากกว่านั้นเอง




     กลับมาเรื่องแสง สำหรับเจ้า S2R แสงที่ได้มา ออกแนวนุ่มนวล อาจเพราะว่าเป็นเลนส์นั้นเองครับ ลำแสงไม่พุ่งมาก
ไม่กว้างเกินไป Spot และ spill ใช้งานได้เอนกประสงค์ครับ ภาพด้านล่างเป็นการถ่ายจากระยะ 1 เมตรครับ




5.ว่ากันเรื่องฟังชั่นและสวิทช์ในการใช้งาน


     เจ้า S2R มีเพียงปุ่มเดียวสำหรับการใช้งาน หลายคนคงนึกว่าคงไม่มีฟังชั่นอะไรมากมาย แต่ที่จริงแล้ว S2R
ให้มาครอบคลุมเลยทีเดียวครับ ตาม Chart ภาพด้านล่างครับ
   
     ภาพแรกเป็นการเริ่มต้นจากสถานะไฟปิดอยู่นะครับ





     ภาพสองเป็นการใช้งานจากสถานะเปิดอยู่ครับ





5.1 สรุปโหมดการใช้งานในระดับแสงมี 5 โหมดคือ 1.โหมด Moon แสงจันทร์ 2.โหมด Low 3.โหมด Medium 4. โหมด High 5. โหมด Turbo
และก็มีโหมด Strobe ไฟแฟลช ด้วยนะครับ

5.2 จากตารางที่เขียนไว้ว่า ความจำ นั้นหมายถึง S2R สามารถจดจำตำแหน่งโหมดการใช้งานนั้น ๆ ได้ แม้กระทั้งถอดแบตเตอรี่ออก

5.3 มีโหมดล๊อกเอาท์ ไว้สำหรับไม่ให้เกิดการเปิดโดยไม่ได้ตั้งใจ

5.4 อันนี้ชอบเลย มีระบบตั้งเวลาปิดเอง ตั้งได้สองแบบคือ 3 นาทีปิด กับ 9 นาทีปิด ใช้ประโยชน์ได้เยอะ

5.5 มีไฟ LED สีแดงที่ปุ่มกดแจ้งเมื่อแบตเตอรี่ต่ำ เมื่อระบบตรวจพบว่าพลังงานไม่พอ ระบบจะลดโหมดลงไปในระดับที่แบตเตอรี่สามารถทำงานได้ และไฟ LED สีแดงจะโชว์





6.ว่ากันด้วยเรื่องประสิทธิภาพและ Runtime ภาคสนาม

     จากที่เห็นแล้วว่า S1R มีดีแค่ไหน เจ้า S2R ก็ได้แทบไม่ต่างกันในเรื่องวงจรควบคุม และก็ดีกว่าในเรื่อง Runtime และ
แสงที่ได้มามากกว่าน้องชายพอควร(900 > 1020 Lumens) จากการทดสอบโดยแบตเตอรี่สองยี่ห้อ ผลที่ได้ตามกราฟด้านล่างครับ
 และสรุปตามการวัดแรงดันไฟได้ดังนี้ครับ เมื่อแรงดันไฟไปอยู่ในระดับ 3v. ไฟเตือนแรงดันไฟต่ำติด เมื่อแรงดันอยู่ที่ 2.6v.
แสงไฟจะเริ่มตกลงไปเรื่อย ๆ ดังนั้นขอแนะนำให้ ชาร์ตแบตเตอรี่เมื่อไฟเตือนขึ้นครับ ปล.ถ้าฉุกเฉินจริง ๆ
สามารถใช้ได้จากไฟเตือนขึ้นหลายชั่วโมงครับ แต่ไฟอ่อนมากขึ้นอยู่กับแรงดันไฟที่เหลือครับ





ภาพล่างนี่ระยะ 60เมตรในโหมด Turbo





    มาดูในแต่ละโหมดที่มาใน S2R แสงต่างกันมากน้อยแค่ไหน เรียงลำดับเลยนะครับ Low-Medium-High-Turbo











สำหรับโหมดแสงจันทร์ ออกแบบแยกออกมาต่างหากไม่ให้ไปอยู่ในโคจรของโหมดรวมหลักอาจเพราะเลือกแล้วว่าจะใช้เป็นกรณีไปเจาะจงใช้เช่น
อ่านหนังสือในเต็นท์ เปิดไว้บอกตำแหน่ง หรืองานที่ต้องใช้เวลาที่นานๆ S2R จึงไม่เอาไปไว้ในกลุ่มโหมดรวมหลัก
ทำให้การเลือกใช้ในโหมดรวมหลักน้อยลงไม่มากเกินไปนั่นเองครับ รวมถึงโหมด Turbo ก็แยกออกมาด้วยเช่นกัน


ความถนัดในการถือใช้ รูปร่างผิวพรรณผมใช้มาสี่วันนี่จับถนัดมือ ไม่มีอะไรทำให้การใช้งานสะดุด
มีแม่เหล็กด้านท้ายไว้แทนขาตั้งหรือมือจับ เจ้าน้องชาย S1R เล็กพกง่ายจับไม่พอมือ แต่เจ้า S2R จับพอดีมือครับ

ความร้อน  ด้วยที่มีความยาวกว่า S1R เลยได้เปรียบเรื่องนี้ ร้อนจริง แต่ก็มีที่ระบายมากกว่า เลยทำให้สามารถใช้งานได้สบายในโหมด Turbo ต่อเนื่อง
และก็วงจรควบคุมที่จัดการพลังงานที่ปล่อยออกมาได้สมดุลกับความร้อน จึงสามารถถือจับใช้งานได้สบายมือครับ

การบริโภคแบต ทดสอบโดยเครื่องวัด Amp Meter

โหมด Moon แสงจันทร์ 0.5 Lumens กินไฟที่ 1.43 mA
โหมด Low 12 Lumens                      กินไฟที่ 18 mA
โหมด Medium 120 Lumens               กินไฟที่ 157 mA
โหมด High 500 Lumens                   กินไฟที่ 1.04A
โหมด Turbo 1020 Lumens                 กินไฟที่ 2.34A

ผมขอสรุปด้วยตัวผมว่า


-คุณสมบัติ ความสามารถ ความฉลาด เอนกประสงค์ ดีมากครับ

-วัสดุ การออกแบบ ดีมากครับ

-ขนาด น้ำหนัก ความคล่องตัว เมื่อเทียบกับความแรง ดีมากครับ

-ตำแหน่งสวิทช์ และการใช้งาน ใช้งานง่ายครับ ด้วยที่มีปุ่มเดียวจึงไม่ต้องจดจำอะไรมากมายครับ

-ชอบสุดหลายที่เลย อิอิ มีตั้งเวลาปิด, โหมดแสงจันทร์, โหมดTurbo, Memory และแท่นชาร์ตแม่เหล็ก

-ไม่ชอบสุดตรง เลือกแบตเตอรี่เพื่อจะได้ชาร์ตด้วยอุปกรณ์ที่ให้มาได้

สุดท้ายขอขอบคุณ TPL และร้าน PPP Shop ที่ส่งเจ้า Olight S2R มาให้ทดสอบครับ




« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ธันวาคม 14, 2016, 03:10:25 PM โดย Tula99 » บันทึกการเข้า
หน้า: [1] ขึ้นบน พิมพ์ 
« หน้าที่แล้ว ต่อไป »
กระโดดไป:  


Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.14 | SMF © 2006-2007, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF Valid XHTML 1.0! Valid CSS!